about usThai version
home eduhecfinishdatapublicationgallerylink
 

 

         
 

กองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างป่า
35/39  หมู่ 6 ตำบลหมูสี
อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
30130

Email :
werf@thaielephants.org

ภายใต้

สนับสนุนโดย


   

“รถถัง”  ผู้พิทักษ์ลำตะคอง
โดย อลงกต ชูแก้ว

ท่ามกลางความเป็นห่วงต่อสถานการณ์น้ำของพื้นที่หลายแห่งในประเทศ จนมีผลให้หน่วยงานต่างๆ  เร่งหามาตรการในการแก้ปัญหาวิกฤตน้ำอย่างรีบเร่ง เรื่องราวของ “ลุงรถถัง” แห่งลุ่มน้ำลำตะคอง อาจจะเป็นแง่มุมหนึ่งในการทบทวนกลไกการจัดการและใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำ ของชาติในปัจจุบันได้อีกแนวทางหนึ่ง  บนวิธีคิดที่ว่า “การรักษาคุณภาพและความสมดุลของต้นน้ำเป็นทางออกระยะยาว ที่ต้องกระทำไปพร้อมกับการดำเนินมาตรการณ์อื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ดังนั้นการให้ความสำคัญต่อองค์ประกอบของต้นน้ำจึงเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการพิจารณา

ลุ่มน้ำลำตะคอง หนึ่งในสี่ของลุ่มน้ำซึ่งมีกำเนิดจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (มรดกทางธรรมชาติของโลก)  อยู่ทางตอนเหนือของอุทยานฯ  มีลำห้วยที่สำคัญ  คือ  ห้วยลำตะคอง      ไหลลงสู่แม่น้ำมูล  เป็นลุ่มน้ำที่ได้รับปริมาณน้ำฝนน้อย  และการระเหยค่อนข้างสูง ปริมาณน้ำที่ระบายลงสู่ลุ่มน้ำประมาณ  104  ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี พื้นที่รองรับน้ำประมาณ  201  ตารางกิโลเมตร ไหลไปหล่อเลี้ยงกิจกรรมทางการเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการ ของมนุษย์ที่นับวันมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ประมาณล้านกว่าไร่

ในพื้นที่ลุ่มน้ำแห่งนี้ มีป่าไม้ และสัตว์ป่าอันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญหนึ่งในนิเวศต้นน้ำ ประกอบด้วย 5 ประเภทใหญ่ ได้แก่ ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าแล้งผสมผลัดใบ ทุ่งหญ้าและป่ารุ่นสอง มีสัตว์ป่าไม่น้อยกว่า หลายชนิดพันธุ์อาศัยอยู่ที่นั่น

ช้างเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าเหล่านั้น และ “ลุงรถถัง” ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการทำความเข้าใจบทบาทของสิ่งมีชีวิตในฐานะผู้พิทักษ์ต้นน้ำ เพื่อประโยชน์ในการคงความสมดุลของแหล่งอาหารและพื้นที่หากิน รถถังเป็นช้างป่าเพศผู้ที่เรียกว่าช้างพลายอาศัยพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคองมาจนอายุย่างเข้า 55 ปี เรื่องราวของลุงรถถังถูกเปิดเผยเมื่อนักวิจัยช้างได้พบลุงเข้าในวันหนึ่งเมือ 6 ปีที่ผ่านมา

ลุงเป็นช้างตัวที่ใหญ่ที่สุด

ในระหว่างการสำรวจพวกเรานักวิจัยได้พยายายามบันทึกเรื่องราวของช้างที่พบทุกตัว เพื่อจัดทำทะเบียนช้างป่าประกอบการสำรวจ ในตอนนั้นเราพบว่ามีช้างจำนวน 57 ตัว ที่ได้จัดทำทะเบียนแล้ว ประกอบด้วยช้างครอบครัวต่างๆ จำนวน 7 ครอบครัวและ ช้างโทนอย่างลุงเดี่ยวจำนวน 24 ตัว อาศัยกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของอุทยานฯ อย่างเป็นอิสระ สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ลุงมีขนาดร่างกายใหญ่กว่าช้างตัวอื่นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบสัดส่วนกัน พวกเราพยายามคาดคะเนน้ำหนักของลุงว่าคงไม่น้อยกว่า 4 ตัน ความสูงไม่น่าจะน้อยกว่า 2.75 เมตรร่างกายของลุงใหญ่โตกว่าช้างบ้านหลายตัวที่พวกเราเคยเห็นมา ซึ่งเป็นความเห็นเดียวกันกับควาญช้างและผู้เลี้ยงช้างหลายท่านซึ่งมีข้อสรุปที่เหมือนกัน

นอกจากร่างกายที่จดจำง่ายแล้ว ลุงรถถังยังมีงาที่ง่ายต่อการจดจำอีกเรื่องหนึ่ง งาของลุงสั้นข้างยาวข้าง เนื่องจากข้างหนึ่งได้หักไปถึงริมปาก อาจเนื่องจากอุบัติเหตุในป่า เมื่อประมาณต้นปี 2545 จนเวลาป่านมา 3 ปี งาข้างนั้นก็ยาวเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังสั้นกว่าข้างที่ปกติซึ่งคาดว่ายาวประมาณ 80 เซนติเมตร

ลุงหยุดการจราจรบ้างบางครั้ง

ด้วยขนาดลำตัวที่ใหญ่ของลุงนี่เอง อันเป็นที่น่าเกรงขามของบรรดาช้างพลายด้วยกันหรือผู้ที่ได้พบเห็น จากการบันทึกของนักวิจัยพบว่าตัวอย่างปี 2547 ลุงเดินออกมาหากินข้างถนน สาย ปากช่อง – อุทยานฯ ไม่น้อยกว่า 80 วัน ไม่เคยเว้นวันหยุดยาว วันเทศกาลและวัน นักท่องเที่ยวมามากเป็นพิเศษ ดังนั้น เมื่อมีใครผ่านไปแถบบ้านลุงช่วงเวลาประมาณ 1 ทุ่ม –  เที่ยงคืนจึงมีโอกาสได้พบกับลุง บนเส้นทางเขาสูงและเหวลึกสายนั้น ถ้าโชคดีก็จะเห็นลุงยืนกินกล้วยป่า หรือต้นเต่าร้างอย่างอุ้ยอ้ายอยู่ข้างทาง แต่หาก โชคไม่ค่อยดีก็อาจพบลุงเมื่อเลี้ยวโค้งหักศอกไปพบกับลุงยืนสบายอารมอยู่กลางทาง เมื่อนั้น หยุด..หยุด!! ช้าง ช้าง!! ทำไง ทำไง!! ซ้ายหน้าผา ขวาเหว!! ทางชัน รถมาข้างหลัง คับขัน!! สถานการณ์ณ์นี้อาจเกิดกับผู้คนจำนวนมาก รวมทั้งผู้เขียนและเพื่อนพ้องที่เคยขึ้นมาเยี่ยมเยื่อนที่เขาใหญ่ประจำ

ความจริงแล้ว ลุงไม่เคยทำร้ายใคร เป็นผู้ใหญ่มีนิสัยใจเย็น เมื่อคิดอีกมุมหนึ่ง การปรากฏตัวของลุง นับเป็นสัญลักษ์และสัญญานที่น่าสนใจ ความเป็นสัญลักษ์ก็คือ ลุงกำลังบอกว่า นี่คือป่านะ สมบูรณ์ด้วยเห็นไหมละว่ามีช้างอยู่ ช้างนี่เป็นสัตว์ประจำชาติเสียด้วย และก็มีคุณต่อประเทศเป็นเอนกอนันต์เด้อ มาช่วยกันอนุรักษ์กันหน่อย อย่าลืมช้างเด้อ (ลุงอาจใช้เด้อเนื่องจากเป็นคนพื้นถิ่นอีสานบ้านอยู่โคราช) แต่อีกเรื่องสัญญาณก็คือ อย่างน้อยก็เป็นลุงก็ออกมาบอกว่า “ให้ชะลอความเร็วของรถยนต์ตามนโยบายของทางอุทยานฯ ห้ามขับเกิน 40 กม.ต่อชั่วโมงเด้อ ม่องนี่บอแม่น ถนนมิตรภาพ 4 เลน คือเส้นทางการท่องเที่ยว มีสัตว์ป่าหลายอย่างมั่นกะสิข่วมไปข่วมมาในระหว่างทางรวมทั้งข่อย ที่เจ้าขับรถมาในทางนี่ ให้เจ้าระมัดระวังให้ความปลอดภัยกับสัตว์ป่า มั่นสิปลอดภัยทั้งเจ้าและสัตว์ ป่าขอบคุณหลายๆ เด้อ ที่เจ้าให้ควมร่วมมือนำ”

ไม่ว่าประเด็นข้างต้นจะมีน้ำหนักมากหรือไม่อย่างไร แต่อย่างน้อยประสบการณ์ของผู้เขียนที่ผ่านขึ้นลงอุทยานจำนวนหลายครั้งก็ไม่พบเหตุ สัตว์ป่าเช่นเก้ง กวาง กระทิง ชะมด ถูกรถชนในบริเวณที่ลุงออกมาหากินแต่อย่างใด แต่สำหรับคนที่ต้องผ่านเส้นทางสายนั้น และมีโอกาสพบลุงในจังหวะใดหนึ่งเข้าก็คงต้องมีวิธีการบางอย่างรองรับกับเหตุการณ์ ผู้เขียนคงไม่สามรถจะบอกถึงวิธีการอันถูกต้องได้ว่าจะต้องใช้วิธีการอย่างไร เนื่องจากขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมเหตุการณ์แต่ละครั้งไปเป็นตัวกำหนด  แต่อย่างน้อยก็มีสิ่งหนึ่งที่คิดว่าคงสอดคล้องคือ การคอย จนกว่าลุงจะเปิดทางให้ ซึ่งจริงแล้วเมื่อลุงแกเสร็จธุระก็จะเข้าข้างทางไปเอง มักไม่ยืนเล่นฟังเสียงรถยนต์บนถนนให้เสียเวลาทำมาหากิน ความจริงบนถนนนั้นออกไปก็เพื่อหากินเท่านั้น ซึ่งมีพืชไม่กี่ชนิด หากลุงกินกล้วยไม่น่าจะมากกว่า 40 นาทีต่อกอ ต้นเต่าร้าง ประมาณ 20-30 นาที ส่วนไผ่ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของกอ ขิงป่าข่าป่า แล้วแต่ความพอใจหยิบแล้วผ่านเลยก็มี ความจริงแล้วเวลาปรากฏตัวของลุงบนถนนคือการแสดง ให้เห็นการอยู่แบบพึ่งพาอาศัยป่าและสวนกล้วยป่า กินมาทั้งชีวิตแล้วไม่หมดเสียที ตั้งคำถามให้มนุษย์ในสังคมบริโภคไปคิดต่อ

นอกจากข้างถนนแล้วลุงยังมีพื้นที่รอบบ้านลุงที่หรูหรา

พวกเรามีโอกาสพบกับลุงหลายครั้งรวมทั้งได้มีโอกาสเยือนบ้านของลุงในป่า หากเปรียบเทียบกับช้างโดยทั่วไปบ้านของลุงดูจะออกแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ตรงที่ลุงเลือกใช้ ป่า ดิบแล้งผสมไผ่ เป็นที่อยู่ และเมื่อต้องกินไผ่เป็นอาหารหลักลุงจึงมีหลักการในการดูแลประกอบเพื่อใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ยาวนานไปตลอดชั่วชีวิตลุงและลูกหลาน ลุงจึงเลือกกินแต่ละ กออย่างพอเหมาะจนไม่สร้างความเสียหาย แล้วสลับไปกินกออื่นๆ จนกอเดิมกลับฟื้นให้หน่อให้ใบอีกครั้งหนึ่ง ที่สำคัญลุงดูแลพื้นล่างของกอไผ่อย่างโล่งดี เนื่องจากต้องเดินเข้าออกบ่อย และดูเป็นสัดส่วน เป็นแนวอย่างเห็นได้ชัด ขึ้นสลับกับปลักเแช่โคลนของลุงซึ่งสร้างไว้เหมือนบ่ออาบน้ำแร่ชั้นดีของมนุษย์ แบบล้วงไผ่ซ้ายขวากิน พอใจจะนอนแช่โคลนก็ล้มตัวเอาหางตีพุงเล่นสบายใจ หลายครั้งลุงก็แบ่งปันหน่อไม้ให้ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ได้เก็บกิน ส่วนที่ลุงกินเหลือทิ้งไว้ก็พอให้สัตว์ตัวเล็กกว่าเช่นกระทิงเดินเก็บกินตามแบบพึ่งพากันไป

ท่าน้ำลุงที่มีความสมบูรณ์ไม่ได้ขาดแคลน ไม่เอาเปรียบใคร ไม่ปล่อยสารเคมี

ตลอดระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตรตามแนวลำห้วยลำตะคองที่ลุงอาศัยอยู่ ลุงได้ยึดเอาตลิ่งสวยๆ ไว้เป็นที่พ่นฝุ่นกันแมลงและอาบน้ำเล่นไม่น้อยกว่า 20 แห่งดูผิวเผินเหมือนว่าจะครอบครองพื้นที่ไว้ใช้ส่วนตัวและอุดมสมบูรณ์เกินเหตุ แต่เมื่อพิจารณาให้ถ่องแท้แล้ว ก็จะพบว่าลุงก็ไม่เคยไปออกโฉนดปลอม และปล่อยสารเคมีลงลำน้ำแต่อย่างใด จะมีบ้างก็คือมูลของลุงที่น่าจะถ่ายมาเรื่อยๆ ตลอดชีวิต ประมาณวันละ 18 กอง (มาตรฐานช้างป่าสุมาตรา)  รวมแล้วประมาณ  6,570 ก้อนต่อปี หรือ 328,500 ก้อนตลอดชั่วชีวิตลุง (น่าจะรวมกันแล้วโตเท่าตึก) ซึ่งไม่แน่ว่าในจำนวนนี้กี่ก้อนจะตกลงที่ลำน้ำสายนี้ แต่อย่างน้อยคนที่ใช้น้ำตลอดสายท้ายลุงก็รับส่วนละลายอ่อนๆ ของลุงมาอย่างต่อเนื่องตลอดเท่าชั่วชีวิตลุงเช่นเดียวกัน แต่มากกว่านั้นเราพบว่าขี้ของลุงใหญ่มากกว่าช้างตัวอื่นๆ  เป็นประโยชน์เห็นๆ ตรงที่เป็นที่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่ จำพวกแมลงที่เป็นอาหารให้สัตว์กินแมลงมาจัดการต่อ แล้วสัตว์กินเนื้อที่ใหญ่กว่าก็มากินสัตว์ที่มากินแมลง สัตว์ที่กินซากสัตว์ก็มากินส่วนที่เหลือจากสัตว์ผู้ว่าอีกทอดหนึ่ง สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในกินก็อาศัยส่วนที่เหลือเล็กๆ ต่อไป ทั้งหมดคือทุกชีวิตที่ทำหน้าที่ในระบบนิเวศในบ้านเดียวกับช้างและเป็นผู้คงความสมดุลของต้นน้ำทั้งหมด ยังไม่นับหน้าที่โดยตรงของลุงในการปลูกป่า ซึ่งแม้เป็นงานเล็กๆ พลอยได้จากชีวิตและมูลของลุง เมื่อผลไม้เมล็ดไม้ที่กินมาผ่านการกะเทาะในระบบย่อยปะปนอยู่กับมูล ครั้นเมื่อถึงเวลา แสงพอดี อุณหภูมิพอเหมาะ ความชื้นได้ก็จะเจริญเติบโตขึ้นเป็นต้นไม้ทดแทนส่วนที่ลุงกิน และทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบของต้นน้ำที่สำคัญต่อไป

วัยชรากับภาระที่หนักมาทั้งชีวิต

อายุย่างเข้าช่วงสูงอายุแล้วคล้ายกับคน บทบาทของลุงกับการดูแลพื้นที่ต้นน้ำในมิติแห่งการเป็นองค์ประกอบที่สำคัญภายในความสมดุล เป็นความดีงามที่ช้างป่าตัวหนึ่งได้ให้คุณกับบ้านเมือง เหมือนที่บรรพบุรุษเคยร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับกองทัพไทยกอบกู้เอกราช ปกป้องอธิปไตยมาไว้ให้ลูกหลานในปัจจุบัน

ยังเห็นลุงพยายามรวบรวมพวกช้างวัยรุ่นครั้งละ 2- 3 ตัว พาเคลื่อนย้ายหากิน คงเป็นการชี้ที่ชี้ทางให้ช้างรุ่นหลังได้รู้จักผลงานและบทบาทของลุงเพื่อสืบสานเรื่องราวตำนาน ช้างแห่งลุ่มน้ำลำตะคองต่อจากลุง บางครั้งก็พาวัยรุ่นเหล่านั้นออกไปเยี่ยมสวนกล้วย สวนมะม่วงนอกอุทยานฯ คงไปชื่นชมกับเรือกสวนไร่นาที่ใช้น้ำผสมมูลอ่อนๆ ของลุงเก็บกินบ้างเล็กน้อย 

ลุงช้างตัวนี้ กับการถ่ายหน้าที่ต่อเนื่องยาวนานและความพยายามถ่ายทอดเรื่องราวไปสูช้างรุ่นหลัง เห็นจะเป็นความรับผิดชอบอันสมบูรณ์ไม่บกพร่อง และสำนึกถึงลุ่มน้ำอันเป็นที่ให้กำเนิดชีวิต และเป็นที่อยู่จนล่วงวัยชรา  และอีกไม่นานนักก็คงจะหยุดทำหน้าที่นี้เมื่อแกสิ้นลม คงทิ้งไว้ก็แต่งานสุดท้ายที่จะให้เนื้อหนังแก่สัตว์เล็กสัตว์น้อยรวมทั้งสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในดินได้ใช้ประโยชน์อันเป็นกลไกที่ลึกซึ้งของระบบนิเวศต่อไป

แล้วการจัดการน้ำในภาคของมนุษย์ จะเป็นอย่างไร จะสอดคล้องกับความพยายามของช้างตัวหนึ่งหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็อย่าเอาป่าต้นน้ำชั้นดี ซึ่งเป็นที่อยู่ของ “ลุงรถถัง ผู้พิทักษ์ลุ่มน้ำลำตะคอง” ให้น้ำท่วม กลายเป็นแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ จนสูญเสีย แหล่งเก็บน้ำถาวรและลบตำนานดงพญาเย็น เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับลุ่มน้ำอื่นๆ  เลย

          

 
           
     
Copyright © 2005 WERF. กองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างป่า